Ebichan's profileKung's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 29

    ปลาย่าง

    ปลาย่าง  

    แต่งโดย โอกูม่า ฮิเดโอ

    แปลโดย ดร.มนตรี อุมะวิชนี

    ภาพประกอบโดย กุ้ง

     

     เมื่อสมัยเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัย รูมเมทเลือกเรียนวิชา TU110 ก่อน แล้วก็ได้เล่าถึงหนังสือนอกเวลาเล่มนึงที่อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจว่าจะวิเคราะห์ในเชิงปรัญญาอย่างไรดี หนังสือมีชื่อว่า ปลาย่าง(The Grilled Fish) หนังสือเล่มเล็กๆ ที่ดูเหมือนนิทานสำหรับเด็กๆแต่มีเนื้อหาที่ไม่ใช่สำหรับเด็กเลยก็ว่าได้  เรื่องราวของปลาย่างได้สะท้อนความจริงของชีวิต ซึ่งผู้อ่านอาจตีความเรื่องราวได้หลากหลายมุมมองกันออกไป ในวัยเยาว์อ่านแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดถึงถ้อยคำความหมายลึกซึ้งเพียงใด ด้วยนิสัยชอบอ่านหนังสือและการเรียนวรรณคดีทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะอยู่เป็นประจำแล้วก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านเพียงเพื่อความบรรเทิงใจเท่านั้น แต่เมื่อช่วงชีวิตได้ผ่านไป ย้อนกลับมาอ่านเรื่องปลาย่างกลับเข้าใจอะไรใหม่ๆ ได้อีกมากมาย เรื่องก็มีอยู่ว่า

     

     

    ปลาย่าง  (The Grilled Fish)

    ปลาแมคเคอเรลบนจานสีขาวเกิดคิดถึงทะเล มันอาลัยการเคยได้เล่นหัวกับเพื่อนกลุ่มเดียวกันภายใต้เพดานน้ำที่กว้างใหญ่ ปะการังสีแดงต้นน้อยๆที่มันเคยค้นพบในกอสาหร่ายทะเล คงจะโตขึ้นมากแล้วตอนนี้ หรือมันถูกปลาตัวอื่นหาเจอไปแล้วก็ได้ ความทรงจำเศร้าๆเกี่ยวกับชีวิตในท้องทะเลย้อนกลับมา ทำให้น้ำตาเค็มๆ เอ่อขึ้นมา

    ปลาอยากเห็นพ่อแม่ที่มันรักรวมทั้งญาติพี่น้องของมันเป็นที่สุด ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหนกันนะ? ตัวมันถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ และโยนสุมๆเข้าไปในถังน้ำมันเก่าๆใบหนึ่ง พร้อมกับปลาแมคเคอเรลตัวอื่นๆที่ถูกจับ การเดินทางต่อมาโดยรถไฟดูยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

    ในที่สุดปลาก็ถูกเทออกมาจากถังมืด และถูกเรียงไว้ตรงหน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่ง ในเมืองที่สว่างไสวใหญ่โต

    มันรู้สึกคล้ายกับได้กลับบ้านอยู่เหมือนกัน เพราะที่นั่นมันถูกเแวดล้อมด้วยปลาจะละเม็ด ปลากระพง ปลาเฮอร์ริง ปลาหมึกและปลาแมคเคอเรลเช่นเดียวกับมัน นอกจากนั้นยังมีปลาแปลกๆที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย ปลาทั้งหมดนอนเรียงติดๆกันอย่างมีสีสัน ไม่มีช่องว่างให้เกิดความรู้สึกว้าเหว่

    แต่มีบรรยากาศของความเหนื่อยหน่าย สิ้นหวัง ปกคลุมทุกสิ่งอยู่ ไม่มีใครพูดกันเลย ปลาทุกตัวนอนนิ่งราวกับคนไข้ เบิ่งตาที่ไม่มีแววของมันเหมือนกับตุ๊กตา


    หลังจากเวลาผ่านไป ๒-๓ วันก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาซื้อปลาแมคเคอเรล นำมันไปที่บ้านและจัดการย่างมันให้เป็นอาหารค่ำ อีกไม่นานนายเจ้าของบ้านจะกลับมาจากงานและเขาจะรับประทานมันเป็นอาหาร
    "ทะเล....ฉันอยากเห็นน้ำทะเลสีคราม ดูใบเรือสีขาวของเรือที่แล่นผ่าน"

    เจ้าปลาคร่ำครวญ โดยมีแรงผลักดันอย่างคลุ้มคลั่งเข้าสิงสู่จิตใจ มันพยายามกระเสือกกระสนไปให้พ้นจาน แต่ทว่าร่างที่ถูกย่างแล้วมีความเบาหวิวอย่างประหลาด และมีเหล็กเสียบกลางลำตัวของมันอยู่ด้วย ไม่ว่ามันจะดื้นรนสักเพียงไร มันก็ไม่อาจกระดิกได้แม้เพียงปลายหาง ในที่สุดมันจึงยอมจำนน แต่ความปรารถนาที่จะกลับไปสู่ทะเลและครอบครัวของมันยิ่งแรงกล้าขึ้นกว่าเดิมอีก

    "
    แม่กระดองเต่า ทำไมเจ้านั่งจ้องมองฉันอย่างนั้น เจ้าไม่รู้หรือว่าฉันอยากกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว?"
    เจ้าปลาพูดกับแมวที่อยู่ในบ้านซึ่งคอยจับตาดูมันอยู่ตลอดเวลา
    "
    ก็เจ้าดูน่ากินเหลือเกินน่ะสิ พ่อแมคเคอเรลที่รักของฉัน"

    แมวส่งเสียงครางอย่างพอใจ แล้วเข้ามาดมตัวปลา หนวดของมันสั่นเทาทีเดียว ปลาเล่าถึงเคราะห์ร้ายต่างๆ ของมันให้แมวฟัง และวิงวอนให้แมวพามันไปที่ทะเล แมวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

    "
    ก็ได้หรอกพ่อปลาที่รัก แต่เรามาตกลงกันเรื่องรางวัลเสียก่อนจะดีไหม"

    ปลาให้สัญญาว่าจะยกเนื้อตรงแก้ม ซึ่งเป็นส่วนที่อร่อยที่สุดให้แก่แมวเป็นค่าตอบแทน เมื่อนึกว่าจะได้กลับทะเลจริงๆ น้ำตาก็ไหลเอ่อออกมาใหม่

    นางแมวคาบปลาไว้แล้วย่องหลบออกไปทางประตูหลังออกสู่ถนนได้ก่อนที่แม่บ้านหรือสาวใช้จ ะได้นึกสงสัยอะไร พอไปถึงที่สะพานชานเมือง แมวก็ทิ้งร่างปลาลงบนพื้นและอิดออดว่า
    "
    ท้องฉันก็ว่างออกอย่างนี้ ฉันคงหิวตายก่อนที่เราจะไปถึงทะเลที่ห่างไกลอย่างนั้น"
    ด้วยความตระหนกว่ามันจะไม่มีโอกาสไปถึงทะเล ปลาก็อุทานออกมาว่า
    "
    กินเนื้อที่สัญญาให้เจ้าก่อนก็ได้ มันจะทำให้เจ้ามีกำลังเดินทางต่อ"

    ทันทีที่แมวเราะแก้มทั้ง ๒ ข้างของเจ้าปลาเสียเรียบ มันก็หันหลังกลับและวิ่งหนี มันไม่มองกลับมาอีกเลย

    ปลานอนนิ่งอยู่บนสะพานด้วยความเศร้าและโดดเดี่ยว มันคิดว่าถ้าหากมีสัตว์ที่ใจดีสักตัวผ่านมา มันก็จะขออาศัยไปทะเล แต่ที่ชานเมืองอย่างนั้นคนเดินทางผ่านไปมามีน้อยและนานๆจะเห็นสักคน ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาค่ำ

    ยังโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้น หนูที่อยู่ท่อน้ำตัวหนึ่งตื่นนอนแต่เช้าเป็นกิจวัตรเดินเตร่ข้ามสะพานมา ปลาจึงลองเสี่ยงโชคดูอีกครั้ง
    "
    ไปทะเลหรือ? ของหวานๆ" เจ้าหนูตอบ
    "
    นี่แน่ะ พูดเรื่องของหวาน แต่มันก็ไกลโขเชียวนะและฉันก็ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย"
    เพื่อแลกกับข้อตกลงของหนู เจ้าปลายอมยกเนื้อซีกส่วนบนให้แก่มัน
    เมื่อหนูท่อน้ำกินอิ่มแล้ว มันก็เอาหางยาวๆ ของมันพันรอบกลางตัวปลาและลากออกไป ในตอนเย็นมันไปหยุดอยู่ที่กลางทุ่งนาโล่ง

    "
    ฉันไม่มีแรงพาเจ้าไปถึงทะเลแล้วล่ะ"
    พูดแล้วมันก็วิ่งหนีไป 

    ปลาทอดร่างด้วยความสิ้นหวัง

    เช้าวันต่อมา หมาจรจัดขนรุงรังตัวหนึ่งเดินหอบแฮ่กๆผ่านมา ได้ยินว่าปลาขอให้มันไปส่ง มันกรอกตาและพูดอย่างประชดประชัน

    "
    เจ้าหมายถึงจะให้ฉันที่ผอมโซชั่วร้ายอย่างนี้พาเจ้าไปถึงทะเลเชียวหรือ? หางของฉันเองยังแทบจะยกไม่ขึ้นอยู่แล้ว แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าเจ้าเสนอค่าจ้างเหมาะสมเราก็คงจะพอพูดกันได้"

    เจ้าปลาตัดสินใจเอาเนื้อสีข้างซีกที่เหลือแลกเป็นค่าโดยสารไปทะเล

    หลังจากเจ้าหมากินส่วนของมันด้วยความเอร็ดอร่อยแล้ว มันก็คาบปลาตรงส่วนหัวและออกเดินทางไปที่ทะเล ขาของมันถึงจะผอมแต่ก็เคลื่อนไหวได้ว่องไว ปลาเองก็แปลกใจที่มันไปได้เร็วทีเดียว แต่ทว่าเมื่อไปถึงกลางป่าไม้สน เจ้าหมาจรจัดก็สลัดปลาทิ้งและวิ่งหายไป

    ปลานอนอย่างสิ้นหวังอีกครั้ง มันให้แก้ม ๒ ข้างแก่แมว ให้เนื้อสีข้าง ๒ ด้านแก่หนูท่อน้ำ และหมาจรจัด ตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรเหลือมากไปกว่าโครงกระดูก ถ้าเกิดมีใครผ่านมาตอนนี้ มันก็คงไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนเป็นค่าพาหนะได้อีกแล้ว คืนนั้นฝนตกในป่า ความหนาวเย็นของหยาดฝนซึมลึกเข้าไปจนถึงแกนกระดูกของมัน

    เช้าวันรุ่งขึ้น ปลาร้องเรียกนางกาตัวหนึ่งที่บินผ่านมา
    "
    เจ้าจะไม่ช่วยพาฉันไปทะเลล่ะหรือ"
    ในเมื่อนางกาไม่มีท่าว่าจะสนใจเลยสักนิด มันก็เสนอเศษเนื้อที่ติอกระดูกสันหลังให้นางกาอีก
    "
    เจ้าจะต้องมีอะไรให้ฉันมากกว่านั้น" นางกาตอบอย่างห้วนๆ
    "
    ถ้าอย่างนั้น ฉันขอมอบดวงตาที่มีค่าแก่เจ้า มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีอยู่ "

    ปลาพูดอย่างเศร้าๆ พอได้ยินดังนั้น นางกาก็จิกตาปลาออกมาทั้ง ๒ ข้าง ตาของปลาแห้งและย่น ไม่ใช่สิ่งที่จะกินได้เลย แต่นางกาก็เก็บไปโดยคิดว่ามันคงจะเอาไปทำสร้อยคอสวยๆ ได้ ต่อมามันก็จิกเล็มตามสันหลังปลาเพื่อหาเศษอาหารที่อาจหลงเหลืออยู่ หลังจากที่สัตว์อื่นๆ ได้เอาส่วนแบ่งของมันไปแล้ว เจ้าปลาก็ไม่มีอะไรเหลือให้นางกามากนัก

    พอกินเสร็จนางกาก็จับก้างปลาด้วยกรงเล็บที่แข็งแรงและออกบินไป ในขณะที่ปลาคิดว่ามันเกือบจะถึงบ้านอยู่แล้ว นางกากลับปล่อยร่างมันตกลง และบินจากไปโดยไม่ได้เหลียวมาดูเลย

    โชคดีที่ปลาตกลงบนเนินลาดที่ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม มันจึงรอดจากการบาดเจ็บไปได้

    "
    ทะเล....ฉันอยากเห็นน้ำทะเลสีคราม ดูใบเรือสีขาวของเรือที่แล่นผ่าน"

    มันพูดซ้ำๆ คล้ายกับด้วยความเคยชิน โดยที่หูของมันแนบอยู่กับพื้นดิน ปลาพบว่ามันสามารถได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งอยู่ที่ไหนสักแห่งเบื้องล่างเนินนั้น เสียงคลื่นที่คุ้นหูม้วนเกลียวของมันไกลออกไป ดูจะสะท้อนดังมาจากทุกสิ่งทุกอย่าง

    มันให้ตาแก่นางกาไปแล้ว ดังนั้นเจ้าปลาจึงไม่อาจเห็นน้ำทะเลสีครามหรือใบเรือสีขาว ในขณะที่มันฟังเสียงคลื่น ได้สูดลมที่อบอวลด้วยกลิ่นสาหร่ายทะเล ความโหยหาของมันก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบจะระงับไม่ได้ น้ำตาเค็มๆของมันเปียกชุ่มพื้นหญ้าไปหมด ในขณะนั้น ชีวิตเป็นความทุกข์ทรมาน ตรงที่ที่มันนอน เสียงอึกทึกของทะเลที่มันไม่อาจไปถึง ดังอยู่ในหูของมันตลอดเวลา

    วันหนึ่ง ราชามด ซึ่งมีปราสาทอยู่บริเวณแถบนั้น นำขบวนผ่านจุดที่ปลานอนอยู่พอดี ปลาดึงดูดความสนใจของทหารเดินเท้าที่อยู่ท้ายขบวนตัวหนึ่ง มันอธิบายสถานการณ์ให้ทราบ จากนั้นทหารก็นำความไปกราบทูลพระราชา พระองค์ทรงเกิดความเมตตาต่อปลา จึงรับสั่งให้ทหารทั้งหลายนำปลาไปให้ถึงทะเลทันที

    หน่วยวิศวกรรม หน่วยปืนใหญ่ หน่วยลำเลียงขนส่ง นับเป็นทหารจำนวนพันๆ ช่วยกันแบกร่างปลา มันไปได้ไม่เร็วเหมือนกับนางกา หมาจรจัด หรือหนูท่อน้ำ แต่ความบกพร่องเรื่องความรวดเร็วก็ถูกทดแทนด้วยความกรุณาและความตั้งใจจะช่วย

    หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน ก็มาถึงที่ปลายเนินผา ทะเลสีครามกระเพื่อมอยู่เบื้องล่าง เจ้าปลาไม่อาจหักห้ามน้ำตาแห่งความสุข ในเมื่อมันตระหนักว่าสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานแสนนานจะได้สัมฤทธิ์ผลอยู่ ณ บัดนี้แล้ว

    หลังจากกล่าวขอบคุณทหารมดทั้งหลายครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็หย่อนตัวลงในเกลียวคลื่น พอเริ่มออกว่าย มันก็รู้สึกว่าตัวของมันหนักกว่าที่เคยเป็น จนต้องกระเสือกกระสนสุดฤทธิ์เพื่อให้รอดพ้นจากการจมน้ำ และน้ำเล่าก็หนาวเย็นจนเจ็บปวดรวดร้าวทุกครั้งที่ขยับตัวว่าย เกลือซึมเข้าไปทุกอณูของร่างทำให้มันเสียวแปลบครั้งแล้วครั้งเล่า

    เนื่องจากปลาตาบอด มันจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเคลื่อนไหวไปอย่างไร้จุดหมาย

    หลายวันผ่านไป ในที่สุดปลาก็ถูกคลื่นซัดขึ้นมาอยู่ที่ชายหาด ทรายสีขาวปกคลุมตัวมันเป็นชั้นๆ จนกระทั่งกระดูกของมันถูกฝังอยู่ภายใต้น้ำหนักที่กดทับ

    ในตอนแรก มันก็ยังได้ยินเสียงคลื่นกระแทกตัวอยู่ข้างบน แต่เมื่อทรายทับถมกันมากขึ้น เสียงที่คุ้นหูนั้นก็ค่อยจางหายไป

    ----

    April 25

    แชบ๊วย แชร์กลอน

    บัวดิน
     บัว  ดินหอมกลิ่นท้อง   ทุ่งนา
     บาน  เบ่งอวดสายตา  ลูบไล้
                    ฝน  พาผ่านรักมา       เริงรื่น ราวฝัน 
                   พรำ  ชั่วคืนโศกให้       ดอกช้ำ โรยรา
        .                                                                                       ..กุ้ง แชบ๊วยออกมาเป็นกลอนตอนบ่าย 3.29 น. วันฟ้าหม่น 25-04-08   

     

     

    หน้าฝนมาแล้นน....ใครจะชอบ ไม่ชอบหน้าฝนไม่รู้อะนะ แต่ที่แน่ๆ มีดอกไม้ชนิดนึงล่ะที่ชอบ ดอกบัวดิน หน้าตาคลับคล้ายดอกบัวหลวงแต่ดอกเล็กกว่าเยอะ แถมไม่ได้อยู่ในโคลนตม ปลูกในดินในกระถางธรรมดาๆ นี่แหละหน้าตาก็ประมาณนี้ (ดูในภาพวาดประกอบ) มีหลายสีอยู่ แต่ที่เจอบ่อยๆ ก็เป็นสีชมพูซะส่วนใหญ่

    ภาพดอกบัวดินประกอบโคงสี่สุภาพที่แต่งขึ้น  ตอนเรียนวิชาภาษาไทยไม่เคยแต่งเลย อันนี้กลอนแรกในชีวิต..เหอๆ

     

    ที่บอกว่าชอบหน้าฝนก็เพราะว่า ฝนตกทีไรอีกเพียงแค่สองสามวันเท่านั้น ก็จะออกดอกเต็มไปหมด สวยงามมากๆ แล้วก็เป็นอย่างนี้ประจำ แต่พอหน้าแล้งอะนะ ไม่มีใครดูออกเลยว่าต้นอะไรฟะ หญ้าอ่ะป่าว ใบยาวๆ เป็นเส้นๆ บัวดินนี่ปลูกง่ายตายยาก ทนชะมัดยาด ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่ น้ำก็ไม่ต้องรดบ่อยๆ ไม่ค่อยมีแมลงมาทำลาย ร้อนแล้งยังไงก็ไม่ตาย ใบอาจจะเฉาบ้าง ได้ฝนหน่อยเดียวก็ออกดอกแล้ว

     

     

    ฝนตกเยอะที่กทม.ช่วงอาทิตย์นี้ ทำให้นึกถึงที่บ้านขึ้นมาทันใดว่า ป่านนี้บัวดินก็คงออกดอกสะพรั่งแล้วสินะ ที่บ้านปลูกเยอะอยู่เหมือนกัน อยากเห็นจัง  เสียดายไม่เคยถ่ายรูปเก็บไว้เลย เพราะว่าบานแค่วันสองวัน บัวดินทนแล้งก็จริงแต่ดอกโรยง่ายไปหน่อย ชอบฝนก็จริงโดนฝนหนักๆ กลีบดอกก็ช้ำซะแระ

     

    ดูดอกบัวดินแล้วมามองดูคน ก็คงได้ข้อคิดสักเล็กน้อยละว่า คนเรานี่บางทีก็มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองเห็นกันรึป่าว จะให้ไปวัดกันแค่สบตามองหน้าชั่วครู่ยาม ก็อาจจะพลาดอะไรดีๆ ไปได้ อีกอย่างอ่ะนะคนเราจะเก่ง จะดีอย่างไรคนเราก็ย่อมมีข้อเสีย ข้อด้อยกันบ้างไม่มีใครสมบูรณ์แบบกันเสียทุกอย่าง แล้วของที่ชอบสิ่งที่ใช่ถ้ามีมากไป จะกลายเป็นโทษทำลายตนไปเหมือนกัน เอาเป็นว่าทำอะไรให้มันสมดุลกับชีวิตจะดีกว่า ^-^

     

    ในเมื่อโลกไม่ได้สวยงาม ให้น่าจดจำตลอดเวลา ป่วยการจะไปก่นด่า โทษฟ้า โทษดิน โทษตัวเอง เลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ ดีกว่า 

    นี่ถ้าถามบัวดินได้ว่า ร้อนไหม เหนื่อยไหม อ่อนแอไหม เสียใจไหมที่ใครเห็นว่าเป็นใบหญ้า

    มันก็คงจะตอบว่าใช่ แต่จะเป็นไรไปเพราะว่าอีกแป๊บเดียวฝนก็มาแล้ว

     

    คิดแค่นี้ก็มีความสุขขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยการรอคอยอะไรนานๆ ก็ไม่ทำให้ความสุขในชีวิตเราหายไปเสียเลยซะทีเดียว

     

    เหลืออยู่แค่เพียงว่าเราอดทนแบบบัวดินคอยฝนได้กันรึป่าว แล้วเราจะรอคอยมองดูวันที่ดอกบัวดินออกดอกได้ไหม

    เหลือบมองไปที่กระจกพอดี โน่นแน่ะฝนจะมาแล้ว หาร่มไว้กันฝนดีกว่า ^-^

     

    April 20

    ระบายออกมาจากใจ

     
    เป็นภาพแรกๆ ที่วาดในกราฟฟิติ..ทักทายแบบสบายๆ  รู้สึกว่าวันนี้อารมณ์ดีเลยได้ภาพนี้ออกมา ฟิลลิ่งประมาณว่า"ไง จ๊ะ"
     
     
     
    ยังอยู่ในธีมของความสดใส ตอนวาดมองเห็นภาพนี้อยู่ในแคนแวส..แล้วมันก็วาดออกมาเป็นเช่นนี้แล สีสดดี..ชอบจังเลย
     
     
    อันนี้..ใช้บรัชเล่นสีออกมาเป็นแนวภาพสีน้ำ ภาพบรรยากาศหน้าร้อนแดดแรงแสงจ้า คนวาดก็แทบบ้าในบางวันที่อากาศ ร้อน
     
     
    เคยหยิบไพ่ยิปซีได้ใบนี้ จำไม่ได้ว่ามะไหร่แระ
     
    มีช่วงนึงบ้าเพลง Save Room ของ John Legend มาก ตอนวาดก็ฟังอยุ่พอดีเลยออกมาเป็นแบบที่เห็น อืม..กว่าจะเขียนชื่อใน ภาพให้เหมือนลายเซ็นได้ นานกว่าวาดภาพซะอีก
     
    Love is like a butterlfy, it comes with least expect.If you try to catch it, it will fly away มีคนบอกไว้อย่างงั้น ลีมใส่ลาย เซนใต้ถาพง่ะ
    She told me "You are a great person as who you are" เมสเสจจากเพื่อนผู้หวังดีเสมอมา
     
     
    สำหรับดาราดังผู้เสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจในวัยอันไม่สมควร Heath Ledger อ่านข่าวแล้วก็ใจหาย..ความตายมาเยือนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
     
     
    อันนี้ขำๆ มีช่วงนึงที่ทำงานห้ามเล่นเอมเอสเอน เซ็งเป็ดอย่างแรง วาดได้เวอร์ดี55
     
     
    วาดแปะในเฟซบุคของเพื่อนให้ช่วยเข้ามาคุยหน่อย
     
     
    อันนี้วาดมะคืน ตอนตี 2 ลืมเซนชื่ออีกแระ "ความเข้าใจที่ไม่มีใครอธิบายได้ของคนที่ใจตรงกัน"
     
    เป็นไงมั่งอ่ะ วาดเล่นๆก็เท่าที่เห็นก็ประมาณนี้แหละ พอจะเอาดีทางด้านศิลปะกะเค้าได้มั่งรึเปล่า ^-^