Ebichan's profileKung's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 29

    ปลาย่าง

    ปลาย่าง  

    แต่งโดย โอกูม่า ฮิเดโอ

    แปลโดย ดร.มนตรี อุมะวิชนี

    ภาพประกอบโดย กุ้ง

     

     เมื่อสมัยเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัย รูมเมทเลือกเรียนวิชา TU110 ก่อน แล้วก็ได้เล่าถึงหนังสือนอกเวลาเล่มนึงที่อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจว่าจะวิเคราะห์ในเชิงปรัญญาอย่างไรดี หนังสือมีชื่อว่า ปลาย่าง(The Grilled Fish) หนังสือเล่มเล็กๆ ที่ดูเหมือนนิทานสำหรับเด็กๆแต่มีเนื้อหาที่ไม่ใช่สำหรับเด็กเลยก็ว่าได้  เรื่องราวของปลาย่างได้สะท้อนความจริงของชีวิต ซึ่งผู้อ่านอาจตีความเรื่องราวได้หลากหลายมุมมองกันออกไป ในวัยเยาว์อ่านแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดถึงถ้อยคำความหมายลึกซึ้งเพียงใด ด้วยนิสัยชอบอ่านหนังสือและการเรียนวรรณคดีทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะอยู่เป็นประจำแล้วก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านเพียงเพื่อความบรรเทิงใจเท่านั้น แต่เมื่อช่วงชีวิตได้ผ่านไป ย้อนกลับมาอ่านเรื่องปลาย่างกลับเข้าใจอะไรใหม่ๆ ได้อีกมากมาย เรื่องก็มีอยู่ว่า

     

     

    ปลาย่าง  (The Grilled Fish)

    ปลาแมคเคอเรลบนจานสีขาวเกิดคิดถึงทะเล มันอาลัยการเคยได้เล่นหัวกับเพื่อนกลุ่มเดียวกันภายใต้เพดานน้ำที่กว้างใหญ่ ปะการังสีแดงต้นน้อยๆที่มันเคยค้นพบในกอสาหร่ายทะเล คงจะโตขึ้นมากแล้วตอนนี้ หรือมันถูกปลาตัวอื่นหาเจอไปแล้วก็ได้ ความทรงจำเศร้าๆเกี่ยวกับชีวิตในท้องทะเลย้อนกลับมา ทำให้น้ำตาเค็มๆ เอ่อขึ้นมา

    ปลาอยากเห็นพ่อแม่ที่มันรักรวมทั้งญาติพี่น้องของมันเป็นที่สุด ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหนกันนะ? ตัวมันถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ และโยนสุมๆเข้าไปในถังน้ำมันเก่าๆใบหนึ่ง พร้อมกับปลาแมคเคอเรลตัวอื่นๆที่ถูกจับ การเดินทางต่อมาโดยรถไฟดูยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

    ในที่สุดปลาก็ถูกเทออกมาจากถังมืด และถูกเรียงไว้ตรงหน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่ง ในเมืองที่สว่างไสวใหญ่โต

    มันรู้สึกคล้ายกับได้กลับบ้านอยู่เหมือนกัน เพราะที่นั่นมันถูกเแวดล้อมด้วยปลาจะละเม็ด ปลากระพง ปลาเฮอร์ริง ปลาหมึกและปลาแมคเคอเรลเช่นเดียวกับมัน นอกจากนั้นยังมีปลาแปลกๆที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย ปลาทั้งหมดนอนเรียงติดๆกันอย่างมีสีสัน ไม่มีช่องว่างให้เกิดความรู้สึกว้าเหว่

    แต่มีบรรยากาศของความเหนื่อยหน่าย สิ้นหวัง ปกคลุมทุกสิ่งอยู่ ไม่มีใครพูดกันเลย ปลาทุกตัวนอนนิ่งราวกับคนไข้ เบิ่งตาที่ไม่มีแววของมันเหมือนกับตุ๊กตา


    หลังจากเวลาผ่านไป ๒-๓ วันก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาซื้อปลาแมคเคอเรล นำมันไปที่บ้านและจัดการย่างมันให้เป็นอาหารค่ำ อีกไม่นานนายเจ้าของบ้านจะกลับมาจากงานและเขาจะรับประทานมันเป็นอาหาร
    "ทะเล....ฉันอยากเห็นน้ำทะเลสีคราม ดูใบเรือสีขาวของเรือที่แล่นผ่าน"

    เจ้าปลาคร่ำครวญ โดยมีแรงผลักดันอย่างคลุ้มคลั่งเข้าสิงสู่จิตใจ มันพยายามกระเสือกกระสนไปให้พ้นจาน แต่ทว่าร่างที่ถูกย่างแล้วมีความเบาหวิวอย่างประหลาด และมีเหล็กเสียบกลางลำตัวของมันอยู่ด้วย ไม่ว่ามันจะดื้นรนสักเพียงไร มันก็ไม่อาจกระดิกได้แม้เพียงปลายหาง ในที่สุดมันจึงยอมจำนน แต่ความปรารถนาที่จะกลับไปสู่ทะเลและครอบครัวของมันยิ่งแรงกล้าขึ้นกว่าเดิมอีก

    "
    แม่กระดองเต่า ทำไมเจ้านั่งจ้องมองฉันอย่างนั้น เจ้าไม่รู้หรือว่าฉันอยากกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว?"
    เจ้าปลาพูดกับแมวที่อยู่ในบ้านซึ่งคอยจับตาดูมันอยู่ตลอดเวลา
    "
    ก็เจ้าดูน่ากินเหลือเกินน่ะสิ พ่อแมคเคอเรลที่รักของฉัน"

    แมวส่งเสียงครางอย่างพอใจ แล้วเข้ามาดมตัวปลา หนวดของมันสั่นเทาทีเดียว ปลาเล่าถึงเคราะห์ร้ายต่างๆ ของมันให้แมวฟัง และวิงวอนให้แมวพามันไปที่ทะเล แมวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

    "
    ก็ได้หรอกพ่อปลาที่รัก แต่เรามาตกลงกันเรื่องรางวัลเสียก่อนจะดีไหม"

    ปลาให้สัญญาว่าจะยกเนื้อตรงแก้ม ซึ่งเป็นส่วนที่อร่อยที่สุดให้แก่แมวเป็นค่าตอบแทน เมื่อนึกว่าจะได้กลับทะเลจริงๆ น้ำตาก็ไหลเอ่อออกมาใหม่

    นางแมวคาบปลาไว้แล้วย่องหลบออกไปทางประตูหลังออกสู่ถนนได้ก่อนที่แม่บ้านหรือสาวใช้จ ะได้นึกสงสัยอะไร พอไปถึงที่สะพานชานเมือง แมวก็ทิ้งร่างปลาลงบนพื้นและอิดออดว่า
    "
    ท้องฉันก็ว่างออกอย่างนี้ ฉันคงหิวตายก่อนที่เราจะไปถึงทะเลที่ห่างไกลอย่างนั้น"
    ด้วยความตระหนกว่ามันจะไม่มีโอกาสไปถึงทะเล ปลาก็อุทานออกมาว่า
    "
    กินเนื้อที่สัญญาให้เจ้าก่อนก็ได้ มันจะทำให้เจ้ามีกำลังเดินทางต่อ"

    ทันทีที่แมวเราะแก้มทั้ง ๒ ข้างของเจ้าปลาเสียเรียบ มันก็หันหลังกลับและวิ่งหนี มันไม่มองกลับมาอีกเลย

    ปลานอนนิ่งอยู่บนสะพานด้วยความเศร้าและโดดเดี่ยว มันคิดว่าถ้าหากมีสัตว์ที่ใจดีสักตัวผ่านมา มันก็จะขออาศัยไปทะเล แต่ที่ชานเมืองอย่างนั้นคนเดินทางผ่านไปมามีน้อยและนานๆจะเห็นสักคน ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาค่ำ

    ยังโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้น หนูที่อยู่ท่อน้ำตัวหนึ่งตื่นนอนแต่เช้าเป็นกิจวัตรเดินเตร่ข้ามสะพานมา ปลาจึงลองเสี่ยงโชคดูอีกครั้ง
    "
    ไปทะเลหรือ? ของหวานๆ" เจ้าหนูตอบ
    "
    นี่แน่ะ พูดเรื่องของหวาน แต่มันก็ไกลโขเชียวนะและฉันก็ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย"
    เพื่อแลกกับข้อตกลงของหนู เจ้าปลายอมยกเนื้อซีกส่วนบนให้แก่มัน
    เมื่อหนูท่อน้ำกินอิ่มแล้ว มันก็เอาหางยาวๆ ของมันพันรอบกลางตัวปลาและลากออกไป ในตอนเย็นมันไปหยุดอยู่ที่กลางทุ่งนาโล่ง

    "
    ฉันไม่มีแรงพาเจ้าไปถึงทะเลแล้วล่ะ"
    พูดแล้วมันก็วิ่งหนีไป 

    ปลาทอดร่างด้วยความสิ้นหวัง

    เช้าวันต่อมา หมาจรจัดขนรุงรังตัวหนึ่งเดินหอบแฮ่กๆผ่านมา ได้ยินว่าปลาขอให้มันไปส่ง มันกรอกตาและพูดอย่างประชดประชัน

    "
    เจ้าหมายถึงจะให้ฉันที่ผอมโซชั่วร้ายอย่างนี้พาเจ้าไปถึงทะเลเชียวหรือ? หางของฉันเองยังแทบจะยกไม่ขึ้นอยู่แล้ว แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าเจ้าเสนอค่าจ้างเหมาะสมเราก็คงจะพอพูดกันได้"

    เจ้าปลาตัดสินใจเอาเนื้อสีข้างซีกที่เหลือแลกเป็นค่าโดยสารไปทะเล

    หลังจากเจ้าหมากินส่วนของมันด้วยความเอร็ดอร่อยแล้ว มันก็คาบปลาตรงส่วนหัวและออกเดินทางไปที่ทะเล ขาของมันถึงจะผอมแต่ก็เคลื่อนไหวได้ว่องไว ปลาเองก็แปลกใจที่มันไปได้เร็วทีเดียว แต่ทว่าเมื่อไปถึงกลางป่าไม้สน เจ้าหมาจรจัดก็สลัดปลาทิ้งและวิ่งหายไป

    ปลานอนอย่างสิ้นหวังอีกครั้ง มันให้แก้ม ๒ ข้างแก่แมว ให้เนื้อสีข้าง ๒ ด้านแก่หนูท่อน้ำ และหมาจรจัด ตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรเหลือมากไปกว่าโครงกระดูก ถ้าเกิดมีใครผ่านมาตอนนี้ มันก็คงไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนเป็นค่าพาหนะได้อีกแล้ว คืนนั้นฝนตกในป่า ความหนาวเย็นของหยาดฝนซึมลึกเข้าไปจนถึงแกนกระดูกของมัน

    เช้าวันรุ่งขึ้น ปลาร้องเรียกนางกาตัวหนึ่งที่บินผ่านมา
    "
    เจ้าจะไม่ช่วยพาฉันไปทะเลล่ะหรือ"
    ในเมื่อนางกาไม่มีท่าว่าจะสนใจเลยสักนิด มันก็เสนอเศษเนื้อที่ติอกระดูกสันหลังให้นางกาอีก
    "
    เจ้าจะต้องมีอะไรให้ฉันมากกว่านั้น" นางกาตอบอย่างห้วนๆ
    "
    ถ้าอย่างนั้น ฉันขอมอบดวงตาที่มีค่าแก่เจ้า มันก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีอยู่ "

    ปลาพูดอย่างเศร้าๆ พอได้ยินดังนั้น นางกาก็จิกตาปลาออกมาทั้ง ๒ ข้าง ตาของปลาแห้งและย่น ไม่ใช่สิ่งที่จะกินได้เลย แต่นางกาก็เก็บไปโดยคิดว่ามันคงจะเอาไปทำสร้อยคอสวยๆ ได้ ต่อมามันก็จิกเล็มตามสันหลังปลาเพื่อหาเศษอาหารที่อาจหลงเหลืออยู่ หลังจากที่สัตว์อื่นๆ ได้เอาส่วนแบ่งของมันไปแล้ว เจ้าปลาก็ไม่มีอะไรเหลือให้นางกามากนัก

    พอกินเสร็จนางกาก็จับก้างปลาด้วยกรงเล็บที่แข็งแรงและออกบินไป ในขณะที่ปลาคิดว่ามันเกือบจะถึงบ้านอยู่แล้ว นางกากลับปล่อยร่างมันตกลง และบินจากไปโดยไม่ได้เหลียวมาดูเลย

    โชคดีที่ปลาตกลงบนเนินลาดที่ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม มันจึงรอดจากการบาดเจ็บไปได้

    "
    ทะเล....ฉันอยากเห็นน้ำทะเลสีคราม ดูใบเรือสีขาวของเรือที่แล่นผ่าน"

    มันพูดซ้ำๆ คล้ายกับด้วยความเคยชิน โดยที่หูของมันแนบอยู่กับพื้นดิน ปลาพบว่ามันสามารถได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งอยู่ที่ไหนสักแห่งเบื้องล่างเนินนั้น เสียงคลื่นที่คุ้นหูม้วนเกลียวของมันไกลออกไป ดูจะสะท้อนดังมาจากทุกสิ่งทุกอย่าง

    มันให้ตาแก่นางกาไปแล้ว ดังนั้นเจ้าปลาจึงไม่อาจเห็นน้ำทะเลสีครามหรือใบเรือสีขาว ในขณะที่มันฟังเสียงคลื่น ได้สูดลมที่อบอวลด้วยกลิ่นสาหร่ายทะเล ความโหยหาของมันก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบจะระงับไม่ได้ น้ำตาเค็มๆของมันเปียกชุ่มพื้นหญ้าไปหมด ในขณะนั้น ชีวิตเป็นความทุกข์ทรมาน ตรงที่ที่มันนอน เสียงอึกทึกของทะเลที่มันไม่อาจไปถึง ดังอยู่ในหูของมันตลอดเวลา

    วันหนึ่ง ราชามด ซึ่งมีปราสาทอยู่บริเวณแถบนั้น นำขบวนผ่านจุดที่ปลานอนอยู่พอดี ปลาดึงดูดความสนใจของทหารเดินเท้าที่อยู่ท้ายขบวนตัวหนึ่ง มันอธิบายสถานการณ์ให้ทราบ จากนั้นทหารก็นำความไปกราบทูลพระราชา พระองค์ทรงเกิดความเมตตาต่อปลา จึงรับสั่งให้ทหารทั้งหลายนำปลาไปให้ถึงทะเลทันที

    หน่วยวิศวกรรม หน่วยปืนใหญ่ หน่วยลำเลียงขนส่ง นับเป็นทหารจำนวนพันๆ ช่วยกันแบกร่างปลา มันไปได้ไม่เร็วเหมือนกับนางกา หมาจรจัด หรือหนูท่อน้ำ แต่ความบกพร่องเรื่องความรวดเร็วก็ถูกทดแทนด้วยความกรุณาและความตั้งใจจะช่วย

    หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน ก็มาถึงที่ปลายเนินผา ทะเลสีครามกระเพื่อมอยู่เบื้องล่าง เจ้าปลาไม่อาจหักห้ามน้ำตาแห่งความสุข ในเมื่อมันตระหนักว่าสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานแสนนานจะได้สัมฤทธิ์ผลอยู่ ณ บัดนี้แล้ว

    หลังจากกล่าวขอบคุณทหารมดทั้งหลายครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็หย่อนตัวลงในเกลียวคลื่น พอเริ่มออกว่าย มันก็รู้สึกว่าตัวของมันหนักกว่าที่เคยเป็น จนต้องกระเสือกกระสนสุดฤทธิ์เพื่อให้รอดพ้นจากการจมน้ำ และน้ำเล่าก็หนาวเย็นจนเจ็บปวดรวดร้าวทุกครั้งที่ขยับตัวว่าย เกลือซึมเข้าไปทุกอณูของร่างทำให้มันเสียวแปลบครั้งแล้วครั้งเล่า

    เนื่องจากปลาตาบอด มันจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเคลื่อนไหวไปอย่างไร้จุดหมาย

    หลายวันผ่านไป ในที่สุดปลาก็ถูกคลื่นซัดขึ้นมาอยู่ที่ชายหาด ทรายสีขาวปกคลุมตัวมันเป็นชั้นๆ จนกระทั่งกระดูกของมันถูกฝังอยู่ภายใต้น้ำหนักที่กดทับ

    ในตอนแรก มันก็ยังได้ยินเสียงคลื่นกระแทกตัวอยู่ข้างบน แต่เมื่อทรายทับถมกันมากขึ้น เสียงที่คุ้นหูนั้นก็ค่อยจางหายไป

    ----

    Comments (2)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Haruchanwrote:
    ไม่รู้จะเม้นท์ไร
    ก็กุไม่เข้าใจอ่ะ 555
    30 Oct.
    I think our Mackerel finally realized what was really important in his life.
    Even being grilled, he followed his last dream..to home.
     
    At least he could finally rest in peace,
    ho ho ho...
     
     
    29 Oct.

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://ebichantheshrimp.spaces.live.com/blog/cns!D5E24517F5E23798!916.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None